Short View
พบ 146 รายการ
ชื่อแร่ทางการค้า ชื่อแร่ทางวิชาการ ที่มาชื่อแร่ กลุ่มแร่ตามแอนไออน ที่สำคัญในแร่ สมบัติทางฟิสิกส์ สมบัติทางเคมี ลักษณะเด่นและวิธีตรวจ การเกิด แหล่ง-ไทย แหล่ง-ต่างประเทศ
ทองคำ (Gold) ทองคำ (Gold) ไม่ทราบแน่นอน ธาตุธรรมชาติ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) รูปผลึกทรง 8 หน้าพวกที่เป็นรูปผลึกนั้นพบได้ยากและมักไม่สมบูรณ์ โดยทั่วไปมักเกิดเป็นเม็ดกลม แผ่น เกล็ดหรือไร (น้อยกว่า 0.5 มิลลิเมตร) หรืออาจพบลักษณะเป็นมวลก้อน ลักษณะไม่แน่นอนเป็นรูปแบบตามสิ่งที่เข้าไปประจุแบบตาข่าย แบบกิ่งไม้ เป็นต้น มีสีเหลืองทองเข้ม แต่สีจะอ่อนจางลงหากมีเงินปน สีผงสีเหลืองทองเหมือนกับสีตัว ความแข็ง 2.5-3 และจะแข็งมากขึ้นเมื่อมีโลหะอื่นผสม ตีแผ่เป็นแผ่นบางๆ และดึงเป็นเส้นลวดได้ ความถ่วงจำเพาะ 15–19 แล้วแต่มลทินที่ปะปนในเนื้อ ถ้าบริสุทธิ์มี ความถ่วงจำเพาะ 19.3 ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกแบบหยักคม ไม่มีแนวแตกเรียบ ความบริสุทธิ์ของทองคำคิดเป็นกะรัต (karat) หรือไฟน์เนส (fineness) ทองคำบริสุทธิ์จะเท่ากับ 24 กะรัต หรือ 1,000 ไฟน์ ดังนั้นทองคำ 18 กะรัต (18 K) คือ โลหะผสมที่มีทองคำ 18 ส่วน อีก 6 ส่วนเป็นโลหะชนิดอื่นๆ เช่น เงิน ทองแดง นิกเกิล หรือมีทองคำ 750 ไฟน์ หรือทองคำ 75% สูตรเคมี Au ในธรรมชาติมักเกิดเป็นธาตุอิสระหรือเกิดปะปนกับเงินและธาตุอื่นๆ เช่น ทองแดง เหล็ก เทลลูเรียม ซึ่งหากมีเงินปนเท่ากับหรือมากกว่า 20% จะเรียกโลหะผสมนี้ว่า “อีเลคตรัม” (electrum) ละลายได้ในกรดกัดทอง ถ้ามีเงินปนมากจะเกิดตะกอนขาว (AgCl) ค้างอยู่ หนักมาก เพราะ ความถ่วงจำเพาะ สูง ให้คะเนดูด้วยมือก็พอทราบ สีเหลือง วาวโลหะ มองดูคล้ายแร่ไพไรต์ คาลโคไพไรต์ และเกล็ดไมกาสีทองจนเข้าใจผิดกันบ่อยมาก แต่แร่พวกหลังนี้จะเปราะร่วนและเบากว่าทองคำมาก โดยเฉพาะสีผงของทองคำจะเป็นสีทองเสมอ อ่อน และทุบเป็นแผ่นบางๆ ได้ง่าย ดัดและดึงเป็นเส้นได้ ละลายในกรดกัดทองเท่านั้น กรดธรรมดาไม่สามารถละลายทองคำได้ หลอมตัวขั้นที่ 3 ทองคำพบได้ในหินเกือบทุกชนิด โดยเฉลี่ยแล้วมีประมาณ 0.0035 กรัมต่อตันในเปลือกโลก และมีประมาณ 0.00003 กรัมต่อตันในน้ำทะเล แต่จะมีบางบริเวณเท่านั้นที่มีสภาพทางธรณีวิทยาเหมาะสมต่อการสะสมตัวของทองคำและเกิดเป็น “แหล่งแร่ทองคำ” ได้ ซึ่งสามารถจำแนกตามลักษณะการเกิดได้เป็น 2 แบบ คือ แหล่งทองคำแบบปฐมภูมิและแหล่งทองคำแบบทุติยภูมิ 1. แหล่งทองคำแบบปฐมภูมิ พบทองคำในหินต้นกำเนิดเดิม แบ่งย่อยได้เป็น 3 แบบคือ 1) ทองคำเกิดในสายแร่ควอตซ์ที่ตัดผ่านหินชนิดต่างๆ ทั้งหินอัคนี หินตะกอน และหินแปร สายแร่ควอตซ์นี้เกิดจากการสะสมตัวของสารซิลิกาจากน้ำร้อน (hydrothermal fluid) ตามช่องว่างในหิน และในที่นี้หมายรวมถึงสายแร่ที่มีลักษณะเป็นหินกรวดเหลี่ยม (breccia) ที่มีแร่ควอตซ์เป็นตัวเชื่อมประสาน รวมถึงหินข้างเคียงสายแร่ที่มีการแปรเปลี่ยนด้วย หากแบ่งชนิดของสายแร่ควอตซ์ตามอุณหภูมิของการเกิดแล้วยังแบ่งได้เป็น 2 ระดับ คือ อุณหภูมิต่ำ (epithermal, <300? ซ.) และอุณหภูมิสูง (mesothermal, >300? ซ.) พวกที่อุณหภูมิต่ำมีลักษณะเป็นชั้นๆ เนื้อละเอียด มีแร่ซัลไฟด์น้อย ส่วนพวกที่อุณหภูมิสูงมีลักษณะเนื้อหยาบและมักจะพบแร่ซัลไฟด์ชนิดต่างๆ เช่น ไพไรต์ อาร์เซโนไพไรต์ คาลโคไพไรต์ เกิดร่วมด้วยมากกว่า 2) ทองคำเกิดในหินสการ์น (skarn) ซึ่งเป็นหินที่เกิดจากกระบวนการแปรสภาพสัมผัสแบบแทนที่ (contact metasomatism) ตามแนวเขตสัมผัสของหินอัคนีกับหินท้องที่โดยเฉพาะหินปูน และมีแร่อื่นๆ เกิดร่วมด้วย ได้แก่ จำพวกแร่ประกอบหินที่เกิดจากกระบวนการแปรสัมผัส เช่น เอพิโดต การ์เนต ไพรอกซีน และคลอไรต์ เป็นต้น และจำพวกแร่ซัลไฟด์ เช่น อาร์เซโนไพไรต์ คาลโคไพไรต์ ไพไรต์ และพิร์โรไทต์ เป็นต้น แร่ทองคำที่พบมักปะปนกับแร่ซัลไฟด์มากกว่าแร่ประกอบหิน 3) ทองคำเกิดปะปนอยู่ในเนื้อหินที่มีการแปรเปลี่ยน (altered rocks) ซึ่งส่วนใหญ่มักเป็นหินตะกอนเนื้อประสม (clastic sedimentary rock) ที่มีขนาดเม็ดละเอียด (clay, silt or fine sand sizes) และเป็นเนื้อปูน (calcareous) เกิดจากการที่น้ำร้อนที่มีทองคำปะปนอยู่ไหลมาตามโครงสร้างทางธรณีวิทยาที่เป็นรอยแตกหรือรอยเลื่อนในหิน แล้วซึมซาบเข้าไปในเนื้อหินและเกิดการสะสมตัวของทองคำ มักมีแร่ซัลไฟด์เกิดร่วมด้วย เช่น ไพไรต์ และอาร์เซโนไพไรต์ ทองคำที่เกิดแบบปฐมภูมิส่วนใหญ่มักจะมีขนาดเล็กมาก ต้องใช้แว่นขยายส่องดู มีส่วนน้อยที่มีขนาดใหญ่พอที่จะเห็นได้ชัดเจน อย่างไรก็ตามอาจไม่สามารถมองเห็นได้เลย โดยเฉพาะแหล่งแบบที่เกิดในเนื้อหินที่มีการแปรเปลี่ยน ซึ่งมักพบทองคำเกิดเป็นมลทินขนาดเล็กมากฝังอยู่ในผลึกของแร่อาร์เซโนไพไรต์และไพไรต์ จึงเรียกว่าแหล่งแร่ทองคำที่มองไม่เห็น (invisible gold deposit) แหล่งแร่แบบนี้มักจะมีคุณค่าในเชิงพาณิชย์หากมีปริมาณของทองคำมากกว่า 3 กรัมต่อหินหนัก 1 ตัน (3 ppm) 2. แหล่งทองคำแบบทุติยภูมิ เกิดจากการผุพังของสายแร่หรือหินที่มีแร่ทองคำแบบปฐมภูมิแล้วสะสมตัวในที่เดิมหรือถูกน้ำชะล้างพัดพาไปสะสมตัวตามบริเวณต่างๆ ที่เหมาะสม เช่น ไหล่เขา เชิงเขา ลำห้วย หรือเป็นลานแร่ตามแอ่งที่ราบกว้างใหญ่ มักพบทองคำเป็นเม็ดกลม เกล็ดหรือไรเล็กๆ ปะปนอยู่กับแร่หนักอื่นๆ ที่ทนทานต่อการสึกกร่อน เช่น อิลเมไนต์ แมกนีไทต์ การ์เนต เซอร์คอน เป็นต้น ขี้ตะกรันจากการถลุงแร่ดีบุก ในประเทศไทยมีการพบแหล่งแร่ทองคำทั้ง 2 แบบ แต่แหล่งทองคำแบบปฐมภูมิจะมีความน่าสนใจในเชิงพาณิชย์มากกว่าและมีการทำเหมืองกันมาก เนื่องจากมีปริมาณของสินแร่ทองคำมากและความสมบูรณ์สูง ตัวอย่างของแหล่งทองคำในสายแร่ควอตซ์ ได้แก่ แหล่งโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส แหล่งชาตรี (ของบริษัท อัคราไมนิ่ง จำกัด) เขตติดต่อระหว่างอำเภอทับคล้อ จังหวัดพิจิตร และอำเภอวังโป่ง จังหวัดเพชรบูรณ์ แหล่งเขาพนมพา อำเภอวังทรายพูน จังหวัดพิจิตร และแหล่งผาฮี้ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย แหล่งทองคำในหินสการ์นพบที่แหล่งบ้านบ่อทอง อำเภอกบินทร์บุรี จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี แหล่งภูทับฟ้า อำเภอวังสะพุง จังหวัดเลย และแหล่งบ้านบ่อทอง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี สำหรับทองคำที่เกิดในเนื้อหินที่มีการแปรเปลี่ยนพบที่แหล่งแม่ตา-แม่ฟ้า จังหวัดลำปาง ส่วนตัวอย่างของแหล่งทองคำแบบทุติยภูมิ ได้แก่ แหล่งอำเภอแม่พริก จังหวัดลำปาง แหล่งห้วยกรือกะปุ๊ อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี แหล่งบ้านป่าร่อน อำเภอบางสะพาน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เป็นต้น มีประวัติการทำเหมืองทองคำมาช้านานตั้งแต่โบราณกาล ในอดีตจึงได้รับการขนานนามว่า “สุวรรณภูมิ” ซึ่งหมายถึงดินแดนแห่งทองคำ แหล่งแร่ทองคำพบในเกือบทุกภาคของประเทศ ยกเว้นพื้นที่ส่วนที่เป็นที่ราบสูงโคราชและบริเวณที่ราบลุ่มภาคกลางตอนล่าง ปัจจุบัน (พ.ศ.2552) มีแหล่งแร่ทองคำทั้งแบบปฐมภูมิและแบบทุติยภูมิที่ถูกค้นพบแล้วประมาณ 200 แหล่ง กระจายตัวอยู่ใน 6 บริเวณเรียงจากเหนือไปใต้ ได้แก่ 1) บริเวณจังหวัดเชียงราย-พะเยา 2) บริเวณจังหวัดลำปาง-แพร่-สุโขทัย 3) บริเวณจังหวัดเลย-อุดรธานี-หนองคาย 4) บริเวณจังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์-ลพบุรี 5) บริเวณจังหวัดปราจีนบุรี-สระแก้ว-ระยอง และ 6) บริเวณจังหวัดประจวบคีรีขันธ์-ชุมพร-ระนอง นอกเหนือจากบริเวณทั้ง 6 บริเวณแล้ว ยังพบแหล่งแร่ทองคำอีกหลายแห่งแต่มีการกระจายตัวไม่เป็นกลุ่ม เช่น แหล่งแร่ทองคำที่เกิดร่วมกับแหล่งลานแร่ดีบุกในจังหวัดต่างๆ เช่น จังหวัดภูเก็ต พังงา ราชบุรี และกาญจนบุรี แหล่งแร่ทองคำที่เกิดร่วมกับแร่พลวงและแบไรต์ อำเภอละงู จังหวัดสตูล และแหล่งทองคำโต๊ะโมะ อำเภอสุคิริน จังหวัดนราธิวาส เป็นต้น อย่างไรก็ตาม แหล่งทองคำชาตรีถือเป็นแหล่งสำคัญที่สุดในปัจจุบัน แหล่งผลิตทองที่สำคัญอยู่ที่จังหวัดเพชรบูรณ์ พิจิตร และเลย แหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ประเทศจีน แอฟริกาใต้ ออสเตรเลียส สหรัฐอเมริกา เปรู รัสเซีย แคนาดา และอินโดนีเซีย แหล่งอื่นๆ พบในประเทศกานา อุซเบกิสถาน ปาปัวนิวกินี มาลี บราซิล อาร์เจนตินา ชิลี แทนซาเนีย เม็กซิโก ฟิลิปปินส์ คาซัคสถาน และกินี เป็นต้น เป็นโลหะมีค่าสูง ทำเครื่องประดับ ทำเหรียญและทองแท่งเพื่อการลงทุน เป็นหลักประกันในการซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศ ใช้ในวงการทันตแพทย์ ใช้เป็นส่วนประกอบในเครื่องมือวิทยาศาสตร์ วงจรอิเล็กทรอนิกส์ และอุปกรณ์ในอากาศยาน
เงิน (Silver) เงิน (Silver) ไม่ทราบแน่นอน ธาตุธรรมชาติ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) มักเกิดเป็นเส้น แผ่นบางๆ คล้ายกิ่งไม้ และเป็นก้อน สีขาวหรือเหลืองซีดๆ แต่หากทิ้งไว้นานผิวจะมัวหมองเป็นสีน้ำตาลดำหรือเทาดำ สีผงสีขาวเงิน ความแข็ง 2.5-3 ทุบหรือรีดเป็นแผ่นบางๆ และดึงเป็นเส้นลวดได้ ความถ่วงจำเพาะ 10.5 ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกแบบหยักคม ไม่มีแนวแตกเรียบ สูตรเคมี Ag มักเกิดปนกับทองคำ ปรอท และทองแดง ละลายในกรดดินประสิว และแอมโมเนียไฮดรอกไซด์ ถ้าละลายโดยกรดเกลือจะให้ตะกอนขาว (AgCl) แต่ถ้าทิ้งไว้จะเปลี่ยนเป็นสีม่วง ทุบด้วยค้อนให้เป็นแผ่นบางๆ ได้ง่าย สีเงินผิวถ้ามัวหมองจะมีสีดำ คะเนด้วยมือจะรู้ว่าหนักพอสมควร เงินมักเกิดแบบปฐมภูมิปะปนกับแร่ทองคำ ทองแดง ตะกั่ว สังกะสี จึงพบเงินในสายแร่โลหะซัลไฟด์ชนิดต่างๆ เช่น กาลีนา สฟาเลอไรต์ อาแคนไทต์ เป็นต้น ในแหล่งแร่ตะกั่วเกือบทุกแห่งมักจะมีเงินปนอยู่ด้วยเสมอ ประเทศไทย แหล่งผลิตเงินที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดเลย พิจิตร และเพชรบูรณ์ พบเป็นแร่พลอยได้จากการทำเหมืองแร่ตะกั่วที่อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี มีเงินปะปนอยู่ประมาณ 0.12% และพบเงินเกิดปะปนอยู่ในแหล่งทองคำชาตรี บริเวณรอยต่อของจังหวัดพิจิตร-เพชรบูรณ์ โดยมีเงินประมาณ 5 เท่าของปริมาณทองคำ นอกจากนี้พบมีเงินปะปนอยู่ประมาณ 27 กรัมต่อตัน ในแหล่งแร่โลหะซัลไฟด์ที่บ้านยางเกี๋ยง อำเภออมก๋อย จังหวัดเชียงใหม่ ต่างประเทศ แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่ประเทศเปรู เม็กซิโก จีน ชิลี ออสเตรเลีย โปแลนด์ และรัสเซีย แหล่งอื่นๆ พบในประเทศสหรัฐอเมริกา แคนาดา คาซัคสถาน โบลิเวีย สวีเดน อินโดนีเซีย อาร์เจนตินา ตุรกี โมร็อกโก อินเดีย เกาหลีเหนือ และแอฟริกาใต้ เป็นต้น ส่วนใหญ่ใช้ประโยชน์ในแผ่นฟิล์มและน้ำยาล้างอัดรูป สารชุบเคลือบโลหะและอื่นๆ ทองแดงชุบเงินใช้ในอุตสาหกรรมตัวนำไฟฟ้าที่ดีมาก เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ใช้ทำภาชนะต่างๆ ทำโลหะผสม เครื่องประดับ (เงินปลอมซึ่งเรียกเป็นเงินเยอรมัน (German silver) มีสีขาวคล้ายเงิน ไม่มีโลหะเงินผสมอยู่เลย ประกอบด้วยทองแดงผสมนิกเกิลตั้งแต่ 4-35% ใช้มากในการทำขันเงิน) และทำที่สะท้อนแสงสำหรับดวงไฟหน้ารถยนต์ เหรียญเงินตรา และใช้บัดกรี
ทองแดง (Copper) ทองแดง (Copper) มาจากภาษาละติน “cuprum” หมายถึง ชื่อเกาะ Cyprus ที่ซึ่งพบโลหะนี้เป็นครั้งแรก ธาตุธรรมชาติ มักเกิดเป็นแผ่นขยุกขยักคล้ายกิ่งไม้ เป็นเส้น เป็นเม็ด บางแหล่งเกิดเป็นก้อนใหญ่ ถ้าตกผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) แต่มักจะไม่สมบูรณ์ สีแดงแบบทองแดง มักจะหมองคล้ำได้ง่าย ผิวแร่มักจะทำปฏิกิริยากับออกซิเจน กรดคาร์บอนิก ผุสลายได้ง่ายกลายเป็นแร่คิวไพรต์และแร่มาลาไคต์ สีผงสีทองแดง เป็นมัน ความแข็ง 2.5-3 ทุบเป็นแผ่นได้ ความถ่วงจำเพาะ 8.9 ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกแบบหยักคม ไม่มีแนวแตกเรียบ สูตรเคมี Cu ละลายในกรดเกลือ หรือกรดดินประสิวจะให้สารละลายสีเขียว ถ้าเติมแอมโมเนียมเข้าไปมากๆ สารละลายจะเป็นสีน้ำเงิน ผิวที่สดจะมีสีเป็นโลหะทองแดง ทุบเป็นแผ่นบางๆ หรือดึงเป็นเส้นได้ หนักมากพอควรเมื่อลองคะเนดูด้วยมือ หลอมตัวขั้นที่ 3 ได้เป็นเม็ดโลหะกลม ทดสอบอย่างง่ายได้โดยละลายแร่ทองแดงด้วยกรดดินประสิวหรือกรดเกลือ จากนั้นนำโลหะเหล็กที่สะอาด เช่น ตะปูหรือเข็มเย็บผ้าจุ่มลงไปในน้ำยาทองแดงจะเคลือบเหล็กทันที ทองแดงธรรมชาติพบเป็นปริมาณน้อยๆ ในบริเวณออกซิเดชั่นของแหล่งสินแร่ซัลไฟด์ที่มีทองแดง พบในหินกรวดมนและหินตะกอนอื่นๆ ที่อยู่ใกล้บริเวณสัมผัสกับหินอัคนีแทรกซอน ในช่องโพรงหินบะซอลต์ ในหินทราย หินปูน และ หินตะกอนอื่นๆ เกิดร่วมกับแร่อื่นๆ เช่น เงิน แคลไซต์ มาลาไคต์ และแร่ทองแดงทุติยภูมิ ในประเทศไทย แหล่งแร่ทองแดงที่พบส่วนใหญ่มีการกำเนิด ดังนี้ 1. แบบฝังประในหินเนื้อดอก (porphyritic rock) เช่น ที่ภูหินเหล็กไฟและภูทองแดง อำเภอเมือง จังหวัดเลย 2. แบบฝังประในหินชีสต์ เช่น บริเวณเขาดิน เขาตาจี๊ด อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา 3. แบบเกิดในเขตแปรสัมผัสระหว่างหินไดออไรต์และหินปูน เช่น ที่เขาพูคา อำเภอโคกสำโรง เขาพระงาม และ เขาพระบาทน้อย อำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี และที่ภูโล้น อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย 4. แบบเกิดเป็นสายแร่แยกจากหินอัคนีชนิดไดออไรต์ เช่น ที่บ้านจันทึก อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ประเทศไทย แหล่งผลิตทองแดงที่สำคัญของประเทศไทยอยู่ที่จังหวัดเลย แหล่งอื่นๆ พบที่จังหวัดเชียงราย ลำปาง เชียงใหม่ แพร่ น่าน ลำพูน กาญจนบุรี ตาก อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร ฉะเชิงเทรา สระบุรี ลพบุรี เพชรบูรณ์ หนองคาย ขอนแก่น นครราชสีมา มหาสารคาม และยะลา ต่างประเทศ แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่ประเทศชิลี เปรู สหรัฐอเมริกา จีน ออสเตรเลีย อินโดนีเซีย และโรมาเนีย แหล่งอื่นๆ พบในประเทศแคนาดา แซมเบีย โปแลนด์ คาซัคสถาน เม็กซิโก ญี่ปุ่น บราซิล อาร์เจนตินา ปาปัวนิวกินี คองโก และมองโกเลีย เป็นต้น เป็นสินแร่รองของทองแดง เนื่องจากโลหะทองแดงที่ใช้ส่วนใหญ่ได้จากแหล่งทองแดงซัลไฟด์ ทองแดงเป็นโลหะพื้นฐานชนิดหนึ่งที่มีความสำคัญและใช้มากในอุตสาหกรรมสมัยใหม่ โดยใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์แทบทุกชนิด ใช้ทำอาวุธยุทธภัณฑ์ เหรียญกษาปณ์และเหรียญตราต่างๆ นอกจากนี้ ยังใช้เป็นองค์ประกอบสำคัญในโลหะผสมหลายชนิด เช่น ผสมกับดีบุกเรียกว่า “บรอนซ์หรือสัมฤทธิ์” ถ้าผสมกับสังกะสีเรียกว่า “ทองเหลือง” ซึ่งใช้ทำเครื่องใช้มาแต่โบราณกาล โลหะผสมของทองแดง นิกเกิล และสังกะสีเรียกว่า เงินนิกเกิลหรือเงินเยอรมัน ใช้แทนโลหะเงินในการทำเครื่องใช้ต่างๆ เช่น ช้อน ส้อม ทำเครื่องมือแพทย์และอุปกรณ์ทันตกรรม นอกจากนี้ แร่ทองแดงที่มีสีสันและลวดลายสวยงามก็ยังนำมาใช้ทำเป็นเครื่องประดับได้อีกด้วย
ทองคำขาว (Platinum) ทองคำขาว (Platinum) มาจากภาษาสเปนว่า “plata” แปลว่า เงิน (silver) เพราะเดิมเข้าใจว่าเป็นเงิน ธาตุธรรมชาติ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) ผลึกรูปลูกบาศก์ แต่หายาก และมักจะบิดเบี้ยว โดยปกติพบเป็นเม็ด เป็นเกล็ด ในบางที่พบเป็นมวลหรือเป็นก้อน รูปร่างไม่แน่นอน ขรุขระ มีสีเทาเงินหรือเทาขาว สีผงสีขาวปนเทาแวววาว ความแข็ง 4-4.5 ทุบเป็นแผ่นบางและดึงเป็นเส้นลวดได้ ความถ่วงจำเพาะ 21.45 เมื่อบริสุทธิ์ และความถ่วงจำเพาะ 14-19 เมื่อเกิดในธรรมชาติ ทึบแสง ความวาวสูงมาก รอยแตกแบบหยักคม สูตรเคมี Pt มักเกิดเป็นโลหะผสมกับเหล็ก ทองแดง ทองคำ นิกเกิล อิริเดียม และโรเดียม ละลายในกรดกัดทองเข้มข้นร้อน ทนต่อปฏิกิริยาเคมี ทนความร้อนได้สูงเพราะจุดหลอมถึง 1,755? ซ. และมีความแข็งทนทาน คะเนด้วยมือจะรู้สึกหนักมาก สีขาว วาวแบบเงิน และทุบหรือรีดเป็นแผ่นได้ มีสมบัติทานต่อน้ำยาเคมีต่างๆ เป็นพิเศษ บ่อยครั้งที่แร่ทองคำขาวมักติดแม่เหล็กเพราะมีเหล็กเข้าไปเกิดร่วมด้วย แหล่งแร่ทองคำขาวที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจมักเกิดแบบปฐมภูมิโดยเกิดเป็นโลหะธรรมชาติในหินอัคนีชนิดสีเข้มและอัลตราเมฟิก โดยเฉพาะหินดูไนต์ โดยเกิดร่วมกับแร่โอลิวีน โครไมต์ ไพรอกซีน และแมกนีไทต์ ประเทศไทย พบทองคำขาวเกิดสะสมตัวอยู่ในตะกอนกรวดทรายตามลำน้ำ พบเพียงแห่งเดียวที่บ้านคำด้วง อำเภอบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี ความสมบูรณ์ของแร่ค่อนข้างต่ำและไม่สม่ำเสมอจึงไม่สามารถทำเหมืองได้ อย่างไรก็ตาม พบบริเวณหินอัคนีชนิดอัลตราเมฟิกซึ่งเป็นหินต้นกำเนิดของแร่ทองคำขาว เช่น พื้นที่จังหวัดอุตรดิตถ์-น่าน ปราจีนบุรี-สระแก้ว เลย และเชียงราย ก็ยังมีโอกาสที่จะพบแหล่งแร่ทองคำขาวแห่งใหม่ๆ ได้ในอนาคต หากมีการสำรวจในขั้นรายละเอียด ต่างประเทศ แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่ประเทศแอฟริกาใต้ รัสเซีย แคนาดา ซิมบับเว สหรัฐอเมริกา และโคลัมเบีย และออสเตรเลีย แหล่งอื่นๆ พบในประเทศกัมพูชา ฟินแลนด์ บอตสวานา โปแลนด์ และเอทิโอเปีย ใช้ประโยชน์โลหะแพลทินัมอย่างมาก เนื่องจากมีจุดหลอมตัวสูงถึง 1,755? ซ. เฉื่อยต่อปฏิกิริยาเคมีและมีความแข็งสูง โลหะกลุ่มแพลทินัมจึงมีความสำคัญยิ่งในยุคใหม่ การใช้ประโยชน์หลักคือ ใช้เป็นสารเร่งปฏิกิริยา เพื่อควบคุมระบบ ไอเสียของรถยนต์ และอุตสาหกรรมเคมีและปิโตรเลียม นอกจากนี้ ใช้ทำเครื่องมือหรืออุปกรณ์ไฟฟ้า เครื่องประดับ เครื่องมือผ่าตัดและทันตกรรม
เพชร (Diamond) เพชร (Diamond) มาจากภาษากรีก “adamas” หมายถึง เอาชนะไม่ได้ หรือทำลายไม่ได้ (invincible) คือ แข็งมากนั่นเอง ธาตุธรรมชาติ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) รูปผลึกทรงแปดด้าน อาจเป็นรูปลูกบาศก์หรือลูกตะกร้อได้บ้าง ปกติไม่มีสีหรือสีอ่อน แต่อาจมีสีเหลือง น้ำนม เขียว น้ำเงิน แดง ชมพู น้ำตาล และเทา ชนิดที่มีสีดำและทึบแสงเรียกว่า “คาร์โบนาโด” (carbonado) สีผงสีขาว มีความแข็ง 10 แข็งกว่าแร่ทุกชนิดที่เกิดตามธรรมชาติความถ่วงจำเพาะ 3.51 โปร่งใสถึงโปร่งแสง วาวคล้ายเพชร ผลึกที่ยังไม่เจียระไนจะมีความวาวแบบน้ำมันฉาบ รอยแตกแบบก้นหอย แนวแตกเรียบ 4 แนวสมบูรณ์ สูตรเคมี C มี C 99.95% ส่วนที่เหลือเป็นธาตุมลทินชนิดอื่น เช่น ไนโตรเจน โบรอน และอะลูมิเนียม เป็นพหุสัณฐานกับแร่แกรไฟต์ (graphite; C) ต่างกันที่ลักษณะโครงสร้างและคุณสมบัติ มีดรรชนีหักเหและการกระจายแสงสูงมากจึงทำให้เพชรที่เจียระไนแล้วมีประกายดี เมื่อเผาจะกลายเป็น CO2 ไม่ละลายในกรด ไม่หลอมตัว แข็งที่สุด มีความแวววาวเป็นประกาย แนวแตกเรียบ 4 แนวสมบูรณ์ และหนักผิดปกติกว่าแร่อโลหะทั่วไป ผิวที่มนกลมจะแลดูคล้ายน้ำมันฉาบ รูปผลึกมักเป็นรูปทรงแปดด้าน ตรวจด้วยแสงอัลตราไวโอเลต บางครั้งหรือบางตัวอย่างจะมีสีฟ้านวลอ่อนๆ เขียวอ่อน เหลืองอ่อน เผาที่อุณหภูมิสูงจะไหม้กลายเป็น CO2 เป็นแร่ปฐมภูมิเกิดภายในอุณหภูมิและความดันสูง พบในหินอัคนีชนิดเบสและอัลตราเบสิก เช่น หินเพริโดไทต์ หินชนิดนี้เป็นต้นกำเนิดเพชรในแอฟริกาใต้ที่คิมเบอลี จึงเรียกหินชนิดนี้ว่า หินคิมเบอร์ไลต์ นอกจากนี้ พบในหินแลมโพรไอต์ในประเทศออสเตรเลีย เมื่อหินผุพังไปเพชรจะหลุดจากหินเดิมแล้วถูกน้ำพาไปตกจมที่อื่นจึงมักพบในแหล่งลานแร่ เพราะเพชรทนทานต่อการสึกกร่อน สำหรับประเทศไทยมีการพบเพชรมานานเกินกว่า 40 ปีแล้ว โดยเกิดแบบทุติยภูมิปะปนอยู่ในแหล่งลานแร่ดีบุกบริเวณจังหวัดภูเก็ตและพังงา แต่ต้นกำเนิดเดิมของเพชรยังไม่ทราบแน่ชัดเพียงแต่เชื่อกันว่าอาจผุพังมาจากหินโคลนปนกรวด ซึ่งแตกต่างจากแหล่งเพชรในส่วนอื่นๆ ของโลกที่พบในหินคิมเบอร์ไลต์ ประเทศไทย พบปะปนในแหล่งลานแร่ดีบุกบริเวณจังหวัดภูเก็ต และพังงา ทั้งในแหล่งบนบกและนอกชายฝั่งทะเลอันดามันด้านตะวันตกของอำเภอตะกั่วป่าเรื่อยไปทางใต้จนถึงจังหวัดภูเก็ต เคยมีรายงานว่าพบเพชรโตขนาดประมาณ 6 กะรัต จากบริเวณอำเภอกะปง จังหวัดพังงา บางส่วนสามารถนำมาเจียระไนทำเครื่องประดับได้ ต่างประเทศ พบมากมายหลายแห่งในทุกทวีป เพชรพบครั้งแรกในประเทศอินเดีย และที่พบมากและมีชื่อเสียงคือ ประเทศแอฟริกาใต้ แต่ศูนย์กลางการเจียระไนเพชรอยู่ที่กรุงอัมสเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ปัจจุบันนี้ ศูนย์กลางการค้าเพชรอยู่ที่กรุงเทลอาวีฟ ประเทศอิสราเอล ซึ่งพบเพชรที่ใหญ่ที่สุดในโลกชื่อ เพชรคัลลินัน หนักถึง 3,024 กะรัต ปัจจุบันประเทศที่เป็นผู้ผลิตเพชรรายใหญ่ทั้งผลิตเพชรเกรดรัตนชาติและเกรดอุตสาหกรรม คือ ประเทศรัสเซีย แหล่งผลิตเพชรเกรดรัตนชาติ รองลงมาได้แก่ ประเทศบอตสวานา แคนาดา ออสเตรเลีย แองโกลา แอฟริกาใต้ และคองโก สำหรับแหล่งเพชรเกรดอุตสาหกรรมที่มีการผลิตรองลงมา ได้แก่ ประเทศคองโก ออสเตรเลีย บอตสวานา แอฟริกาใต้ กานา และแองโกลา นอกจากนี้ แหล่งเพชรอื่นๆ พบในประเทศบราซิล จีน นามิเบีย แทนซาเนีย ไลบิเรีย ซิมบับเว สวิสเซอร์แลนด์ อินเดีย และเวเนซุเอลา เป็นรัตนชาติสูงค่าอันดับหนึ่ง นอกจากนี้ เศษชิ้นเพชรใช้ตัดกระจก ผงเพชรใช้เป็นผงขัดในการเจียระไนเพชรพลอยต่างๆ ฝังในเหล็กทำใบเลื่อย หรือเส้นลวดเพชรใช้ตัดหินหรือของแข็งต่างๆ โดยเฉพาะเพชรดำหรือคาร์โบนาโด ใช้ฝังในเหล็กเพื่อใช้เป็นหัวเจาะเพชรในการสำรวจทำเหมือง
แกรไฟต์ (Graphite) มาจากภาษากรีกว่า “graphcin” แปลว่า เขียน เพราะใช้เป็นดินสอสำหรับเขียนนั่นเอง บางครั้งจึงเรียกว่าแร่ดินสอดำ ธาตุธรรมชาติ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนราบ (เฮกซะโกนาล) ลักษณะผลึกเป็นแผ่นหนารูปหกเหลี่ยม มักพบในลักษณะมวลของริ้วแผ่นบางหรือเป็นเกล็ด และอาจพบลักษณะแผ่แบบรัศมีหรือมวลเม็ดได้ สีและสีผงเป็นสีเทาเข้มถึงดำ ความแข็ง 1-2 ใช้มีดตัดหรือเฉือนได้ ริ้วแผ่นบางจับโค้งงอได้แต่ไม่คืนตัว ความถ่วงจำเพาะ 2.23 ทึบแสง วาวแบบโลหะหรือวาวคล้ายดิน แนวแตกเรียบ 1 แนวสมบูรณ์ สูตรเคมี C ถ้าให้ความร้อนจัดเกินจุดเผาไฟก็จะไหม้เช่นกัน ปกติอาจกล่าวได้ว่าไม่หลอมละลาย ไม่ละลายในกรด น้ำหนักเบาผิดปกติจากแร่โลหะ คะเนด้วยมือก็ทราบ ริ้วแผ่นบางอ่อน จนเล็บขูดเข้า ถูลื่นๆ มือและดำติดมือ สีแร่คล้ายแร่โมลิบดีไนต์ แต่สีผงต่างกัน เห็นได้ชัดเจนเพียงขูดบนแผ่นกระเบื้อง เคลือบหรือกระดาษมันก็ได้จะเป็น สีเทาเข้มถึงดำ ส่วนแร่โมลิบดีไนต์สีผง เป็นสีเทาออกไปทางเขียว มักพบในหินแปร เช่น หินอ่อน หินชีสต์ และหินไนส์ บางครั้งก็พบฝังประหรือกระจัดกระจายอยู่ในหิน กรณีเช่นนี้ แร่แกรไฟต์มักเกิดจากกระบวนการแปรสภาพของหินที่มีเนื้อคาร์บอนหรือเนื้อถ่าน และมีต้นกำเนิดจากพวกสารอินทรีย์ แร่แกรไฟต์พบในสายแร่น้ำร้อน เกิดร่วมกับแร่อื่นๆ เช่น ควอตซ์ ไบโอไทต์ ออร์โทเคลส และทัวร์มาลีน มักเติมเข้ามาจากหินท้องที่ที่มีคาร์บอนสูงในช่วงที่เกิดกระบวนการแปรสภาพในบริเวณนั้น นอกจากนี้ ยังพบในหินอัคนีหลายชนิด เช่น หินบะซอลต์ หินเนฟิลีนไซอีไนต์ และหินเพกมาไทต์ ตลอดจนพบเป็นก้อนทรงมนในหินอุกกาบาตเนื้อเหล็กด้วย พบแร่แกรไฟต์ในหินแกรนิตบริเวณเขาพัง อำเภอท่าใหม่ จังหวัดจันทบุรี และพบในหินแปร ทางภาคเหนือ เช่น ที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ พบเกิดอยู่ในหินชนวนเนื้อค่อนข้างแข็ง มีลักษณะ เป็นแผ่นบางๆ เคลือบบนผิวหน้าของหินแปร ในหลายบริเวณทางภาคเหนือ เช่น ที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา อำเภอแม่สรวย จังหวัดเชียงราย เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบในหินเพกมาไทต์ที่อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ประเทศจีน อินเดีย บราซิล เกาหลีเหนือ แคนาดา และตุรกี นอกจากนี้ พบที่ประเทศเม็กซิโก ศรีลังกา ซิมบับเว มาดากัสการ์ นอร์เวย์ สาธารณรัฐเช็ก ยูเครน เกลาหลีใต้ และรัสเซีย เป็นต้น ใช้ในการทำดินสอดำโดยผสมกับ ดินเหนียวเพื่อให้มีความแข็งต่างๆ กัน ใช้ผสมน้ำมันทำน้ำมันเครื่อง ใช้ทำ เบ้าหลอมโลหะชนิดทนไฟได้ดี เพราะจุดหลอมตัวสูงมาก ปัจจุบัน แกรไฟต์เทียมทำจากการเผา แอนทราไซต์ในเตาไฟฟ้ากำลังสูง ที่น้ำตกไนแองการา
กำมะถัน (Sulfur) ไม่ทราบแน่ คำนี้เขียน sulphur ก็ได้ ธาตุธรรมชาติ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนต่าง (ออร์โทรอมบิก) ลักษณะรูปทรงปิรามิดครอบหัวท้าย แต่โดยทั่วไปพบเป็นมวลรวมของผลึกที่ ไม่สมบูรณ์ หรือเป็นมวลก้อน เป็นรูปไต เป็นชั้น หรือเป็นก้อนเนื้อเนียนแต่ร่วนมาก สีเหลือง หากมีมลทินจะมีสีอมเขียว เทาและแดง สีผงสีเหลือง ความแข็ง 1.5-2.5 ความถ่วงจำเพาะ 2.05-2.09 โปร่งใสถึงโปร่งแสง วาวแบบยางสน ถึงแบบน้ำมันฉาบหรือคล้ายดินในแร่แบบก้อน รอยแตกแบบก้นหอยถึงขรุขระ แนวแตกเรียบ 2 แนวไม่สมบูรณ์ สูตรเคมี S ไม่ละลายในกรดแต่ละลายในคาร์บอนไดซัลไฟด์ และเมทิลีนไอโอไดต์ สีเหลือง เนื้อเหมือนขี้ผึ้ง เผาไฟละลาย และไหม้หมด เปลวไฟเป็นสีน้ำเงิน มีกลิ่น SO2 คลุ้ง หลอมตัวขั้นที่ 1 เกิดคราบ เมื่อเผาในหลอดปิด มักเกิดในบริเวณที่ชิดใกล้หรือตรงปล่องภูเขาไฟ หรือตามพุก๊าซ พุน้ำร้อน และในแหล่งน้ำมันดิบแบบโดมเกลือ และตามแหล่งแร่พวกซัลไฟด์ต่างๆ หรือพบในหินตะกอนยุคเทอร์เชียรีร่วมกับแร่แอนไฮไดรต์ และยิปซัม นอกจากนี้ ยังอาจพบกำมะถันได้ในแหล่งที่มีการสะสมตัวของถ่านหิน พบในบริเวณบ่อน้ำร้อนที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง สุโขทัย ตาก กาญจนบุรี ราชบุรี ชลบุรี ระนอง (หาดส้มแป้น) สุราษฎร์ธานี พังงา กระบี่ และยะลา แหล่งผลิตใหญ่อยู่ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน รัสเซีย ซาอุดีอาระเบีย แหล่งอื่นๆ พบใน ประเทศเม็กซิโก อิหร่าน เยอรมนี โปแลนด์ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น อิตาลี แอฟริกาใต้ สเปน และอีกหลายๆ แห่งทั่วโลก ใช้ทำดินปืน (gun powder) ไม้ขีดไฟ ใช้ทำปุ๋ย ยาฆ่าแมลง ใช้ทำให้ยางอ่อน และทน ทำกรดกำมะถัน แต่ปัจจุบัน กรดกำมะถันส่วนใหญ่ทำจากไพไรต์ เพราะผลิตได้ถูกกว่า เป็นกรดตั้งต้นที่ ใช้ผลิตกรดชนิดอื่นๆ และเครื่องยาเคมี อีกมากมาย ผลผลิตกำมะถันประมาณ ครึ่งหนึ่งของโลกได้จากชนิดที่เกิดเป็น ธาตุธรรมชาติ นอกนั้นได้จาก ผลพลอยได้ในการถลุงแร่ซัลไฟด์ต่างๆ และจากการแยกก๊าซธรรมชาติและน้ำมันดิบ
อาแคนไทต์ (Acanthite) อาแคนไทต์ (Acanthite) มาจากภาษากรีก แปลว่า หนาม (thron) เนื่องจากรูปผลึก มีลักษณะแหลมคล้ายหนาม ตัวเป็นกิ่งก้านหรือพาดก่ายกัน เป็นตาข่าย เดิมนักวิทยาแร่เรียก “อาร์เจนไทต์” (argentite) ซึ่งมาจากภาษาละติน “argentums” หมายถึง เงิน (silver) อาแคนไทต์ ซึ่งคงตัวมากกว่า ปัจจุบันจึงใช้ ชื่ออาแคนไทต์ (acanthite) ซัลไฟต์ อุณหภูมิสูงกว่า 173?ซ. ผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) และที่อุณหภูมิต่ำกว่า 173?ซ. ผลึกอยู่ใน ระบบหนึ่งแกนเอียง (โมโนคลินิก) โดยทั่วไป ผลึกจะเป็นรูปลูกบาศก์ รูปผลึกทรง 8 หน้า และลูกตะกร้อ ซึ่งจัดตัวกันเป็นกิ่งก้านหรือ เกาะก่ายกันแบบตาข่าย ส่วนใหญ่เป็น มวลเนื้อแน่นหรือเป็นตัวเคลือบผิว มีสีเทา ตะกั่วหรือดำ สีผงสีดำมัน ผิวแร่สดๆ จะแล ดูกระจ่างตา แต่เมื่อทิ้งไว้จะเปลี่ยนเป็น สีดำด้าน ความแข็ง 2-2.5 ความถ่วงจำเพาะ 7.3 จัดว่าหนัก ใช้มีดตัดหรือเฉือนได้ ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกขรุขระ ไม่มีแนวแตกเรียบ สูตรเคมี Ag2S มี Ag 87.1% S 12.9% เหมือนกับแร่อาร์เจนไทต์ แต่ต่างกันที่ลักษณะโครงสร้าง อาแคนไทต์ดูเด่นที่สี ตัดเฉือนได้ง่าย มีน้ำหนักสูง หลอมตัวขั้นที่ 1.5 เผาบนแท่งถ่านจะได้กลิ่น SO2 และให้ โลหะเงินเม็ดกลม อาแคนไทต์เป็นแร่เงินปฐมภูมิ พบในสายแร่ร่วมกับแร่เงินธรรมชาติ รูบีซิลเวอร์ กาลีนา บอร์ไนต์ ทองคำ ควอตซ์ และสฟาเลอไรต์ เป็นต้น แต่อาจเกิดเป็นแร่ทุติยภูมิก็ได้ พบที่บ้านป่าแดง อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นสินแร่สำคัญของเหมืองแร่เงิน ในประเทศเม็กซิโก และชิลี แหล่งที่สำคัญในอดีต เป็นสินแร่ที่สำคัญของโลหะเงิน
อาร์เซโนไพไรต์ (Arsenopyrite) อาร์เซโนไพไรต์ (Arsenopyrite) ได้จากการย่อคำเก่าแก่ คือ arsenical pyrite ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบหนึ่งแกนเอียง (โมโนคลินิก) การเกิดผลึกแฝดทำให้ดูคล้ายผลึกอยู่ใน ระบบสามแกนต่าง (pseudo-orthorombic) โดยปกติจะปรากฏรูปผลึกแบบแท่ง แบบเสาเตี้ยๆ จนถึงรูปเข็ม มักพบเกิดเป็น ผลึกแฝดแบบไม้กางเขนและพบเกิดเป็นม วลรวมเนื้อแน่น รูปรัศมี มวลเม็ดและรูปไต สีขาววาวคล้ายเงินปนทองเหลืองเล็กน้อย สีผงสีเทาเข้มถึงดำ ความแข็ง 5.5–6 เปราะร่วน ความถ่วงจำเพาะ 6.07 หนักมาก ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกขรุขระ แนวแตกเรียบ 2 แนวไม่ชัดเจน สูตรเคมี FeAsS มี Fe 34.0% As 46.0% S 20.0% ปกติมักมี ธาตุโคบอลต์ปนอยู่ด้วย ละลาย ในกรดดินประสิวให้ตะกอนกำมะถัน ที่ไม่ละลาย ขาวเงินออกเหลือง รูปผลึกชัดเจน คล้ายหลังคาทั้งสองด้านและมักมีร่องถี่ ขนานเสมอ บนหน้าผลึก หลอมตัวขั้นที่ 2 ได้โลหะกลม แม่เหล็กดูดติด เอาค้อนต่อย จะได้กลิ่นคล้ายกระเทียมจางๆ เป็นไอ ที่มีอันตรายต่อร่างกายถึงตาย จึงไม่ควร สูดดมโดยตรง เป็นแร่ที่มีอาร์เซนิกที่พบมากที่สุด มักเกิดร่วมอยู่ในแหล่งดีบุกและ ทังสเตนแบบแหล่งสายแร่น้ำร้อนอุณหภูมิสูงเกิดร่วมกับสินแร่เงินและ ทองแดง กาลีนา สฟาเลอไรต์ ไพไรต์ คาลโคไพไรต์ มักพบเกิดร่วมกับ ทองคำ และบ่อยครั้งเกิดในแหล่งแร่แปรสภาพสัมผัส ในสายเพกมาไทต์ และฝังประในหินปูน พบที่จังหวัดลำปาง กาญจนบุรี เพชรบูรณ์ นครศรีธรรมราช ยะลา และสงขลา พบแหล่งใหญ่ที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่เป็นผลึกใหญ่ พบที่ประเทศเม็กซิโก นอกจากนี้ พบที่ประเทศเยอรมนี โปตุเกส สวีเดน กรีซ โบลิเวีย นอร์เวย์ อังกฤษ อิตาลี แคนาดา และญี่ปุ่น เป็นแร่สำคัญของอาร์เซนิกหรือสารหนู ใช้ทำยาฆ่าแมลงและยาฆ่าสัตว์อื่นๆ และผสมยาบางอย่างทำ Paris Green
บอร์ไนต์ (Bornite) บอร์ไนต์ (Bornite) ได้จากชื่อนักวิทยาแร่ชาวออสเตรีย Ignatius Von Born ชื่อสินแร่ สีขนนกยูง (peacock ore) ก็เรียก ซัลไฟต์ อุณหภูมิสูงกว่า 228?ซ. ผลึกอยู่ในระบบ สามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) และที่อุณหภูมิ ต่ำกว่า 228?ซ. ผลึกอยู่ในระบบสองแกนเท่า (เททราโกนาล) โดยปกติมักเกิดเป็นมวลก้อน สีบรอนซ์ออกน้ำตาลบนผิวแร่สด แต่จะหมอง อย่างรวดเร็วเมื่อทำปฏิกิริยากับอากาศ กลายเป็นสีเหลือบน้ำเงินหรือสีม่วงคล้ายสีขนนกยูงและจะออกดำในท้ายสุด สีผงสีดำอมเทา ความแข็ง 3 จึงตัดเฉือนได้ยาก เปราะร่วน ความถ่วงจำเพาะ 5.06-5.08 ทึบแสง วาวแบบโลหะรอยแตกแบบก้นหอย แนวแตกเรียบไม่สมบูรณ์ สูตรทางเคมี Cu5FeS4 มี Cu 63.3% Fe 11.2% S 25.5% ละลายในกรดดินประสิว ให้สารละลาย สีเขียว มีตะกอนกำมะถัน ซึ่งถ้าเติม แอมโมเนียไฮดรอกไซด์ลงไปจะมี ตะกอนสีน้ำตาลแดงและสารละลาย สีน้ำเงิน สีแร่เด่นชัดมากมีสีบรอนซ์บนผิวแร่สด และเมื่อหมองผิวแร่จะมีสีเหลือบ ม่วงแดงน้ำเงิน คล้ายๆ เหลือบขนนกยูง หลอมตัวขั้นที่ 2.5 ถ้าบริสุทธิ์ ตรวจดูความถ่วงจำเพาะ ดูการละลายในกรดดินประสิว เผาบนแท่งถ่านจะได้กลิ่นเหม็นของ SO2 ถ้าเผาในเปลวลดออกซิเจนจะมีคุณสมบัติ ติดแม่เหล็ก หลังจากย่างแร่แล้วทำให้ ชื้นด้วยกรดเกลือและเผาจะให้เปลวไฟ สีน้ำเงินสด เป็นสินแร่ทองแดงที่พบแพร่หลาย เกิดในสายแร่ร่วมกับแร่ซัลไฟด์อื่นๆ เช่น คาลโคไซต์ คาลโคไพไรต์ โคเวลไลต์ และไพไรต์ หรือมากับหินหนืด และตกผลึกประอยู่ในหินอัคนีจากหินหนืด พบเกิดเป็นแร่ทุติยภูมิได้บ้าง โดยเกิดในเขตที่มีการชะละลาย (supergene enrichment) เช่นเดียวกับแร่คาลโคไซต์ นอกจากนี้ ยังเกิดในแหล่งแร่แปรสภาพสัมผัส หรือแบบแทนที่ด้วย พบในแหล่งดีบุกแบบสัมผัสที่จังหวัดยะลา จังหวัดเพชรบูรณ์ และแหล่งแร่ทองแดงจังหวัดกระบี่ พบที่คอร์นวอล ประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ซิมบับเว ออสเตรีย คาซัคสถาน โมร็อกโก แอฟริกาใต้ และออสเตรเลีย เป็นสินแร่ทองแดง นำมาแยกและถลุง เอาโลหะทองแดงมาใช้ประโยชน์
บูแลนเจอไรต์ (Boulangerite) บูแลนเจอไรต์ (Boulangerite) ตั้งให้เป็นเกียรติกับ C.L. Boulanger (ค.ศ.1810-1849) วิศวกรเหมืองแร่ชาวฝรั่งเศส ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบหนึ่งแกนเอียง (โมโนคลินิก) ลักษณะเป็นแท่งเล็กๆ เรียวแหลมคล้ายเข็ม แต่หายาก โดยทั่วไปพบเป็นมวลรวมลักษณะ เป็นมวลเม็ดรหรือกลุ่มเส้นใยคล้ายขนนก เรียกว่า “พลูโมไซต์” (plumosite) สีเทา ตะกั่วออกน้ำเงิน มักมีจุดสีเหลืองที่ผิวเพราะ ถูกออกซิไดส์ สีผงสีเทาออกน้ำตาลหรือน้ำตาล ความแข็ง 2.5-3 เปราะ ความถ่วงจำเพาะ 6? จัดว่าหนัก ทึบแสง วาวแบบโลหะหรือ คล้ายใยไหม แนวแตกเรียบชัดเจน 1 แนว สูตรเคมี Pb5Sb4S11 มี Pb 40.75% Sb 37.78% S 21.47% หลอมตัวง่าย และละลายในกรดเกลือร้อนให้ กลิ่นก๊าซไข่เน่า (H2S) ละลายตัวใน กรดไนตริก แต่ไม่หมด ลักษณะแร่เป็นเส้นใยคล้ายขนนก ทดสอบน้ำหนักด้วยมือและดูสีผงสีน้ำตาล ตรวจการละลายในกรดเกลือ ควรตรวจ วิเคราะห์ทางเคมี หรือตรวจสอบการ เลี้ยวเบนรังสีเอ็กซ์ (x-ray diffraction) เกิดในแหล่งสายแร่อุณหภูมิต่ำและปานกลางของแร่ตะกั่วและสังกะสี โดยเกิดร่วมกับแร่เจมซอไนต์และแร่ตะกั่วซัลโฟซอลต์อื่นๆ แร่ซัลไฟด์ พวกกาลีนา สฟาเลอร์ไรต์ ไพไรต์ เป็นต้น คาร์บอเนต และควอตซ์ พบที่อำเภอแม่สอด อำเภอท่าสองยาง จังหวัดตาก อำเภอลอง จังหวัดแพร่ และจังหวัดกาญจนบุรี พบที่ประเทศสวีเดน เยอรมนี อิตาลี ฝรั่งเศส ยูโกสลาเวีย สาธารณรัฐเช็ก รัสเซีย แอลจีเรีย เม็กซิโก และ สหรัฐอเมริกา เป็นสินแร่ตะกั่ว
คาลโคไซต์ (Chalcocite) คาลโคไซต์ (Chalcocite) มาจากภาษากรีก “chalkos” หมายถึง ทองแดง (copper) ซัลไฟต์ แร่ทวิสัณฐาน ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 105?ซ. ผลึกอยู่ในระบบสามแกนต่าง (ออร์โทรอมบิก) และที่อุณหภูมิสูงกว่า 105?ซ. ผลึกอยู่ในระบบ สามแกนราบ (เฮกซะโกนาล) ผลึกพบได้ยาก ปกติมักจะเป็นมวลเนื้อละเอียดแน่น สีดำถึง เทาตะกั่ว เป็นมัน ทิ้งไว้จะหมองจนดำด้าน สีผงสีดำปนเทา ความแข็ง 2.5-3 นับว่า อ่อนพอควรใช้มีดตัดหรือเฉือนพอได้หรืออาจจะ เปราะร่วน ความถ่วงจำเพาะ 5.5-5.8 ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกแบบก้นหอย แนวแตกเรียบ 2 แนวไม่ชัดเจน สูตรเคมี Cu2S มี Cu 79.8% S 20.2% อาจมีเงินและเหล็กปนเล็กน้อย ละลายในกรดดินประสิว ให้ควันสีแดง น้ำตาลและตะกอนกำมะถันสารละลาย สีเขียว สีเทาตะกั่ว อ่อน มีดตัดหรือเฉือนได้แต่ ไม่ง่ายนัก เมื่อเผาบนแท่งถ่านจะได้กลิ่น SO2 และหลอมได้โลหะทองแดงโดยง่าย ทดลองย่างแร่แล้วทำให้ชื้นด้วยกรดเกลือ แล้วเผา จะได้เปลวไฟสีน้ำเงินสด แร่คาลโคไซต์เป็นแร่ทองแดงที่สำคัญแร่หนึ่ง เกิดเป็นแร่ปฐมภูมิ ในสายแร่ร่วมกับบอร์ไนต์ คาลโคไพไรต์ และไพไรต์ แต่แหล่งกำเนิด ที่สำคัญ คือ แหล่งแร่ในเขตที่มีการชะละลายจนมีความสมบูรณ์สูง ของแหล่งแร่ซัลไฟด์ (zone of sulfide enrichment) โดยแร่ทองแดง ซัลไฟด์ปฐมภูมิจะถูกออกซิไดส์เกิดสารละลายซัลเฟต ซึ่งจะชะโลหะ ทองแดงนำพาสู่เบื้องล่างทำปฏิกิริยากับแร่ซัลไฟด์ปฐมภูมิเกิดเป็น แร่คาลโคไซต์ พบที่จังหวัดเพชรบูรณ์ สุโขทัย และเชียงราย โดยเป็นแหล่งเล็กๆ อยู่กับแร่ทองแดง ที่อำเภองาว จังหวัดลำปาง เกิดอยู่ในหินทรายร่วมกับแร่ทองแดง ชนิดทุติยภูมิชนิดอื่นๆ ได้แก่ มาลาไคต์ อะซูไรต์ และคิวไพรต์ มีมากที่ประเทศเยอรมนี นอร์เวย์ สเปน แหล่งผลิตทองแดงที่ใหญ่ที่สุดอยู่ใน ประเทศสหรัฐอเมริกาคือที่ Bingham ในมลรัฐยูทาห์ นอกจากนี้ พบที่ ประเทศรัสเซีย อังกฤษ แอฟริกาใต้ คองโก ออสเตรเลีย และสาธารณรัฐคองโก เป็นสินแร่ทองแดงที่มีค่า เพราะ มีเนื้อทองแดงถึง 79.8%
คาลโคไพไรต์ (Chalcopyrite) คาลโคไพไรต์ (Chalcopyrite) มาจากภาษากรีก “chalkos” หมายถึง ทองแดง และ “pyros” หมายถึง ไฟ แต่เมื่อมีไพไรต์ ด้วยจึงเรียกคาลโคไพไรต์ ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบสองแกนเท่า (เททราโกนาล) ปกติเกิดเป็นมวล สีทองเหลืองจัด ผิวมักหมอง แปรเปลี่ยนเป็นสีบรอนซ์หรือเหลือบสี สีผงสีดำปนเขียว ความแข็ง 3.5-4 เปราะ ความถ่วงจำเพาะ 4.1-4.3 ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกขรุขระหรือ แบบก้นหอย แนวแตกเรียบไม่ชัดเจน สูตรเคมี CuFeS2 มี Cu 34.6% Fe 30.4% S 35.0% ละลายใน กรดดินประสิว ได้สารละลายสีเขียว และตะกอนกำมะถัน ถ้าใส่แอมโมเนีย ไฮดรอกไซด์ลงไปจะได้ตะกอนสี น้ำตาลแดง หรือสีสนิมลอยใน สารละลายสีน้ำเงิน สีทองเหลืองจัดแต่สีผงสีดำปนเขียวซึ่ง ผิดจากทองคำ ต่างจากไพไรต์และ มาร์คาไซต์ตรงสี รูปผลึก และอ่อนกว่า เข็มเย็บผ้าขีดขูดเข้าได้โดยง่าย หลอมตัว ขั้นที่ 2 ได้โลหะกลมติดแม่เหล็ก และมีกลิ่น SO2 เป็นแร่ทองแดงที่พบแพร่หลายที่สุด เกิดในสายแร่ร่วมกับแร่ไพไรต์ กาลีนา สฟาเลอไรต์ ควอตซ์ ฟลูออไรต์ แบไรต์ โดโลไมต์ แคลไซต์ และบอร์ไนต์ นอกจากนี้ ยังพบเกิดร่วมกับแมกนีไทต์ และฮีมาไทต์ พบที่แหล่งจันทึก จังหวัดนครราชสีมา หนองคาย ขอนแก่น เลย แหล่งพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา นครสวรรค์ อุทัยธานี เพชรบูรณ์ อุตรดิตถ์ พิษณุโลก แพร่ น่าน ลำพูน ลำปาง ตาก และลพบุรี พบที่คอร์นวอล ประเทศอังกฤษ เยอรมนี สวีเดน เม็กซิโก เปรู แคนาดา สโลวะเกีย แซมเบีย ชิลี ฝรั่งเศส สเปน สแกนดิเนเวีย ญี่ปุ่น เกาหลี แอฟริกาใต้ สาธารณรัฐเช็ก และสหรัฐอเมริกา เป็นสินแร่สำคัญของทองแดง ถลุงเอาโลหะทองแดง
ซินนาบาร์ (Cinnabar) ซินนาบาร์ (Cinnabar) เข้าใจว่าเป็นชื่อมาจากประเทศ อินเดีย ซึ่งหมายถึง ชันแดง หรือเรซินแดง ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนราบ (เฮกซะโกนาล) แต่หาได้ยาก เกิดที่อุณหภูมิต่ำซึ่งเสถียรที่ อุณหภูมิ 344?ซ. รูปผลึกที่เกิดที่อุณหภูมิสูง เรียกว่า “เมตาซินนาบาร์” (metacinabar) ผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) มักเกิดเป็นมวลเม็ดละเอียด หรือเป็นมวลก้อน หรือคล้ายดิน อาจหุ้มเป็นเปลือกหรือฝังประ ในหิน สีแดงสดถึงแดงเข้ม สีผงสีแดงหรือ แดงเลือดหมู ส่วนเมตาซินนาบาร์ มีสีเทาดำ วาวแบบโลหะ ความแข็ง 2.5 เปราะร่วน ความถ่วงจำเพาะ 8.1 หนักมาก โปร่งใสถึง โปร่งแสง วาวคล้ายเพชร รอยแตกขรุขระ แนวแตกเรียบ 3 แนวสมบูรณ์ สูตรเคมี HgS มี Hg 86.2% S 13.8% มักมีสารดินและอินทรียสารปนอยู่ เป็นมลทิน ละลายในกรดดินประสิว ถ้านำไปถูบนเหรียญทองแดงแล้ว หยดกรดเกลือเจือจางลงไปเล็กน้อย จะเกิดเป็นชั้นโลหะสีขาวที่ผิว แดงและสีผงสีแดงเลือดหมู หนักผิดปกติ แนวแตกเรียบ 3 แนว วาวคล้ายเพชร ละลายในกรดดินประสิว เกิดฝังประ หรือเป็นสายตามรอยแตกใกล้ๆ แหล่งหินภูเขาไฟและ พุน้ำร้อน มักจะพบสะสมตัวจากสารละลายจำพวกแอลคาไลและ อยู่ใกล้ผิวโลก เกิดร่วมกับไพไรต์ มาร์คาไซต์ และสติบไนต์ พบเกิดปะปนกับแร่ดีบุกในเหมืองลานแร่ดีบุก ส้มมะนาวใต้ (เลิกกิจการแล้ว) และเหมืองใกล้เคียง ที่อำเภอตะกั่วป่า จังหวัดพังงา แหล่งสำคัญพบที่ประเทศจีน คาซัคสถาน รัสเซีย ชิลี ฟินแลนด์ ทาจิกิสถาน สหรัฐอเมริกา เม็กซิโก และโมร็อกโก เป็นสินแร่สำคัญชนิดเดียวของปรอท
โคเวลไลต์ (Covellite) โคเวลไลต์ (Covellite) ตั้งให้เป็นเกียรติแก่ N. Covelli (ค.ศ.1790-1829) นักวิทยาแร่ ชาวอิตาลี ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนราบ (เฮกซะโกนาล) ผลึกหกเหลี่ยมแบนแต่หายาก ปกติจะพบเป็น มวลเกิดเคลือบผิวหน้า หรือฝังประในแร่ ทองแดงอื่นๆ สีน้ำเงินครามหรือน้ำเงินเข้ม สีผงสีเทาตะกั่วถึงดำ มักมีเหลือบรุ้ง ความแข็ง 1.5-2 ความถ่วงจำเพาะ 4.6–4.76 ทึบแสง วาวแบบโลหะหรือแบบยางสน วาวแบบใยไหม บนหน้าแนวแตกเรียบ ถ้าเป็นมวลจะวาวกึ่ง ยางสนถึงด้านคล้ายดิน รอยแตกเป็นเกล็ด แนวแตกเรียบ 1 แนวสมบูรณ์ สูตรเคมี CuS มี Cu 66.4% S 36.6% อาจมีเหล็กเล็กน้อย สีแร่น้ำเงินครามเป็นลักษณะเด่น แนวแตกเรียบแบบแผ่นหรือเกล็ดแบนๆ ซึ่งบิดโค้งงอได้แต่เมื่อปล่อยไม่คืนกลับ รูปเดิม และมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับ แร่ทองแดงซัลไฟด์อื่นๆ หลอมตัวขั้นที่ 2.5 ทดสอบด้วยกรดเกลือให้เปลวไฟสีเขียว ทองแดง โคเวลไลต์ไม่ใช่แร่ที่จะเกิดเป็นจำนวนมากมาย แต่จะพบเป็นแร่ทุติยภูมิ ในแหล่งแร่ทองแดงเกือบทุกแหล่ง โดยเกิดเคลือบอยู่ที่ผิวในเขต ชะละลายของพวกซัลไฟด์ร่วมกับแร่ทองแดงอื่นๆ โดยเฉพาะคาลโคไซต์ คาลโคไพไรต์ บอร์ไนต์ ลูซอไนต์ และอีนาร์ไกต์ โคเวลไลต์เกิดจากการ ผุสลายเปลี่ยนสภาพของแร่เหล่านั้น โคเวลไลต์ปฐมภูมิมีบ้าง แต่ไม่พบทั่วไป พบทั่วไปในแหล่งแร่ทองแดง เช่น ที่จังหวัดแพร่ และเลย พบที่ประเทศยูโกสลาเวีย ออสเตรีย อิตาลี เยอรมนี รัสเซีย โมร็อกโก อาร์เจนตินา สำหรับประเทศสหรัฐอเมริกา พบจำนวนมากในเมืองบิวต์ (Butte) มลรัฐมอนทานา โคโลราโด และยูทาห์ เป็นสินแร่รองของโลหะทองแดง
ไดเจไนต์ (Digenite) ไดเจไนต์ (Digenite) มาจากความหมายว่า 2 เพศ หรือ 2 ชนิด เพราะประกอบด้วย อะตอมคิวพริก (cupric atoms) และคิวพรัส (cuprous atoms) หรือแร่คาลโคไซต์ และโคเวลไลต์ผสมกัน ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) ลักษณะผลึกรูปลูกบาศก์แต่หายาก ปกติเกิดเป็นมวล สีน้ำเงินเข้มถึงดำ สีผงสีเทาดำ ความแข็ง 2.5-3 เปราะ ความถ่วงจำเพาะ 5.6 ทึบแสง วาวกึ่งโลหะ รอยแตกแบบก้นหอย แนวแตกเรียบค่อนข้างชัดเจน สูตรเคมี Cu9S5 มี Cu 78.1% S 21.9% มักจะมีเหล็กเกิดอยู่ด้วยตามธรรมชาติ อาจเปลี่ยนสภาพไปเป็นทองแดง ธรรมชาติ คาลโคไพไรต์ บอร์ไนต์ โคเวลไลต์ มาลาไคต์ และอะซูไรต์ สีแร่เด่นสีน้ำเงินถึงดำ บนผิวขัดมันจะ มีสีน้ำเงินชัด ทดสอบด้วยท่อเป่าแล่น บนแท่งถ่านจะหลอมเป็นเม็ดกลมซึ่งปะทุ อย่างแรง ละลายในกรดดินประสิว พบเกิดร่วมกับแร่คาลโคไซต์ โคเวลไลต์ บอร์ไนต์ และโดยการแทนที่ แร่บอร์ไนต์ และยังเกิดร่วมกับแร่คาลโคไพไรต์ และแร่ทองแดงชนิดอื่น พบที่จังหวัดแพร่ พบที่ประเทศแอฟริกา สวีเดน เม็กซิโก และสหรัฐอเมริกา เป็นสินแร่ทองแดง
กาลีนา (Galena) กาลีนา (Galena) มาจากภาษากรีก “galene” หมายถึง สินแร่ตะกั่ว ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนเท่า (ไอโซเมทริก) รูปลูกบาศก์ บางครั้งอาจมีรูปผลึกทรง 8 หน้าสอดแทรก หรือเป็นมวลเม็ดเล็กๆ เกาะกัน เป็นก้อน สีและสีผงสีเทาตะกั่ว ทิ้งไว้นานๆ มักจะด้าน ความแข็ง 2.5 แต่เปราะร่วน ความถ่วงจำเพาะ 7.4-7.5 จึงรู้สึกหนักผิดปกติ ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกแบบก้นหอย มีแนวแตกเรียบ 3 แนวตั้งฉากกัน ทำให้เมื่อแตกออกจะเป็นรูปลูกบาศก์ สูตรเคมี PbS มี Pb 86.6% S 13.4% มักจะมีแร่เงินเข้าไปแทรกเสมอ นอกจากนี้ มักมีสังกะสี แคดเมียม พลวง สารหนู และบิสมัทปะปนเป็นมลทิน ละลายในกรดเกลือได้ตะกอนขาว (PbCl2) และละลายในกรดดินประสิว โดยกำมะถันกับตะกั่วซัลเฟตจะแยกออกไป จดจำได้ง่ายมาก ผลึกแบบลูกบาศก์ แนวแตกเรียบให้รูปลูกบาศก์ และสีและสีผงสีเทาวาวแบบโลหะตะกั่วและหนักผิดปกติ หลอมตัวขั้นที่ 2 เผาบนแท่งถ่านจะได้ตะกั่วเม็ดกลมๆ ฉาบด้วยตะกั่วออกไซด์ สีเหลืองถึงขาวและมีกลิ่น SO2 ทดลองตรวจโดยละลายในกรดเกลือและกรดดินประสิว เป็นแร่โลหะซัลไฟด์ที่พบได้ค่อนข้างง่าย โดยเกิดเนื่องมาจาก หินหนืดนำขึ้นมาแทรกแทนที่หินท้องที่ในรูปสายแร่ร่วมกับสฟาเลอร์ไรต์ คาลโคไพไรต์ ไพไรต์ เป็นต้น และมักเกิดร่วมกับแบไรต์และฟลูออไรต์ด้วย หากเกิดเป็นแหล่งแร่จากสายแร่น้ำร้อนมักมีเงินผสมอยู่ด้วย ทำให้กลายเป็นแหล่งสินแร่เงินไปด้วย พบเกิดเป็นสายแร่ในหินปูน หินโดโลไมต์หรือบางแหล่งในหินทราย และแหล่งแร่แปรสภาพสัมผัส แหล่งตะกั่วสองท่อ จังหวัดกาญจนบุรี นอกจากนี้ พบที่จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน เชียงราย ลำปาง แพร่ น่าน ตาก กำแพงเพชร เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุทัยธานี เลย อุดรธานี อุบลราชธานี เพชรบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช ยะลา และสงขลา ประเทศเยอรมนี สาธารณรัฐเช็ก อังกฤษ ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สกอตแลนด์ ไอร์แลนด์ และเม็กซิโก เป็นสินแร่ตะกั่วและเงิน (ถ้ามีปนมาก พอควร) โลหะตะกั่วทำแบตเตอรี่ หุ้มสายเคเบิลขนาดใหญ่ที่ฝังใต้ดิน ทำตะกั่วบัดกรี ลูกปืน โลหะตัวพิมพ์ โลหะผสมนานาชนิด ใช้ในการทำเบ้าหล่อยาง ทำหลอดบีบขนาดใหญ่ ใช้เป็นตัวกันกระเทือนในเครื่องจักร ใช้เป็นตัวกันกัมมันตรังสีและรังสีเอ็กซ์ นอกจากนั้น ยังใช้ทำผงตะกั่วแดง (เสน) ตะกั่วเหลือง สำหรับเคลือบภาชนะ
จีโอโครไนต์ (Geocronite) จีโอโครไนต์ (Geocronite) มาจากภาษากรีก 2 คำที่หมายถึง โลก (earth) กับดาวเสาร์ (Saturn) เป็นชื่อที่นักเล่นแร่แปรธาตุเรียกตะกั่ว (ในสมัยก่อนเข้าใจว่าเปลี่ยนตะกั่วเป็นเงินได้) ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนต่าง (ออร์โทรอมบิก) ลักษณะผลึกแบนหนาแต่หายาก ปกติมีมวลเนื้อแน่นหรือเป็นมวลเม็ดหรือเนื้อแบบดิน สีและสีผงสีเทาตะกั่วถึงน้ำเงินอมเทา ความแข็ง 2.5 ความถ่วงจำเพาะ 6.4 ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกขรุขระ แนวแตกเรียบชัดเจน สูตรเคมี Pb5(Sb, As)2S8 มี Pb 67.12% S 17.06% Sb 14.08% As 1.73% หลอมตัวขั้นที่ 1 เผาในหลอดปิดจะได้ไอบางๆ ของกำมะถันและ Sb2S3 ละลายในกรดเกลือร้อนให้ก๊าซไข่เน่า และได้ PbCl2 แยกออกมาเมื่อเย็นลง สีแร่เด่นเฉพาะตัว ตรวจสอบสีผง คะเนด้วยมือจะรู้สึกหนักผิดปกติ ทดสอบสมบัติทางเคมี พบเกิดในสายแร่อุณหภูมิต่ำถึงปานกลาง ร่วมกับแร่ตะกั่วซัล โฟซอลต์อื่นๆ และยังพบเกิดร่วมกับแร่กาลีนา สติบไนต์ และสฟาเลอไรต์ พบที่จังหวัดสกลนคร พบในเหมืองแร่เงินในมลรัฐยูทาห์ ประเทศสหรัฐอเมริกา อิตาลี สเปน ไอร์แลนด์ อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมนี คาซัคสถาน รัสเซีย บราซิล เม็กซิโก และแคนาดา เป็นสินแร่รองของแร่ตะกั่ว
มาร์คาไซต์ (Marcasite) มาร์คาไซต์ (Marcasite) เป็นคำภาษาอาระบิกโบราณ ซึ่งชาวเหมืองแร่และนักวิทยาแร่ใช้เรียกไพไรต์ จนมาถึงสิ้นศตวรรษที่ 18 ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนต่าง (ออร์โทรอมบิก) รูปผลึกแบบแผ่นหนาหรือแท่ง มักเป็นผลึกแฝด ลักษณะคล้ายหงอนไก่หรือรูปแฉก ปกติจะเกิดเป็นกลุ่มก้อนรูปรัศมี ตลอดจนรูปหินงอก รูปจาน รูปกลม หรือรูปไต สีทองเหลืองซีดจนเกือบขาว มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับแร่ไพไรต์มาก แต่ขาวกว่าจนเรียกว่า “ไพไรต์ขาว” (white iron pyrite) หมองง่ายสีจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาล สีผงสีดำออกเทาหรือน้ำตาล ความแข็ง 6-6.5 แต่เนื้อเปราะร่วน ความถ่วงจำเพาะ 4.89 ทึบแสง วาวแบบโลหะ รอยแตกขรุขระ แนวแตกเรียบ 2 แนวชัดเจน สูตรเคมี FeS2 มี Fe 46.6% S 53.4% และมักมีอาร์เซนิกปนเล็กน้อยเสมอ เผาจะได้กลิ่น SO2 ผงละเอียดเมื่อใส่กรดดินประสิวก็จะปนอยู่ในสารละลาย ถ้าต้มจะละลายและกำมะถันจะแยกออกมา แต่ถ้าเป็นไพไรต์จะละลายหมด สีต่างจากไพไรต์ตรงที่มักจะซีดหรือจางกว่า ผลึกต่างกันและมีลักษณะเป็นเส้นใยหรือเป็นเสี้ยนรัศมี มาร์คาไซต์ผุสลายได้ง่ายมาก เกิดเป็นคราบเหล็กซัลเฟต ในการเก็บรักษาก้อนตัวอย่าง ต้องล้างอย่างระวังด้วยน้ำบริสุทธิ์ ทิ้งให้แห้งนานๆ แล้วฉีดสเปรย์เคลือบด้วยแลกเกอร์ไม่มีสี วิธีตรวจที่แน่นอนมักใช้ตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์พิเศษที่ใช้ตรวจแร่ทึบแสง โดยขัดมันแร่ที่สงสัยเสียก่อน เกิดร่วมกับสินแร่ตะกั่วและสังกะสีในสายแร่ซัลไฟด์ แต่มาร์คาไซต์ ไม่ค่อยเสถียรมักผุสลายได้ง่าย เป็นแร่ที่ตกสะสมได้ง่ายที่อุณหภูมิต่ำจากสารละลายที่เป็นกรด มักจะเกิดแบบแทนที่ในหินปูนและเกิดเป็นก้อนแทรกในชั้นดิน ดินมาร์ล และหินดินดาน ที่จังหวัดกาญจนบุรี และเลย ประเทศอังกฤษ สาธารณรัฐเช็ก เยอรมนี สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส โบลิเวีย เม็กซิโก และญี่ปุ่น ใช้ประโยชน์เช่นเดียวกับไพไรต์ แต่ไม่กว้างขวางเท่า คือ ใช้ในการทำกรดกำมะถัน นอกจากนี้ ยังใช้ทำเครื่องประดับ
โมลิบดีไนต์ (Molybdenite) โมลิบดีไนต์ (Molybdenite) มาจากภาษากรีก “molybdos” แปลว่า ตะกั่ว (lead) เพราะสีเหมือนตะกั่วมากจนเข้าใจผิดว่าเป็นตะกั่ว ซัลไฟต์ ผลึกอยู่ในระบบสามแกนราบ (เฮกซะโกนาล) รูปแบบหกเหลี่ยม แต่มักเกิดในลักษณะเป็นแผ่นเนื้อแน่นหรือเป็นเกล็ดกระจายทั่วไป สีเทาตะกั่วอมฟ้า คล้ายแร่ตะกั่วที่มัวหมองมากๆ หรือคล้ายแกรไฟต์ สีผงบนแผ่นพอร์ซีเลนหรือบนกระดาษจะมีสีน้ำเงินออกเขียว ความแข็ง 1-1.5 แผ่นผลึกงอโค้งได้และตัดเฉือนได้ เพราะเนื้ออ่อน ความถ่วงจำเพาะ 4.62-4.73 ทึบแสง วาวแบบโลหะ ไม่มีรอยแตก แนวแตกเรียบแนวเดียวสมบูรณ์ สูตรเคมี MoS2 มี Mo 59.9% S 40.1% ละลายในกรดดินประสิวเข้มข้นให้กากโมลิบดีนัมออกไซด์ซึ่งจะละลายในแอมโมเนียไฮดรอกไซด์ แร่นี้จะแปรเปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองกลายเป็นเฟอร์รีโมลิบไดต์ (ferrimolybdite; Fe2(MoO4)3.8H2O) คล้ายแร่แกรไฟต์ต่างกันตรงที่หนักกว่า สีออกโทนน้ำเงินและวาวกว่า สีผงก็ต่างกัน ไม่หลอมละลายในแท่งถ่านแต่จะให้คราบสีแดง-เหลือง-ขาว จากเนื้อในออกไปที่สู่ผิว ก้อนแร่ที่นำไปเผาละลายในกรดกัดทองด้วย ตรวจง่ายๆ โดยใช้แร่เพียงเล็กน้อยใส่กรดกำมะถันพอเปียกแล้วเผาจนเกือบแห้ง จะมีควันสีขาวของกำมะถัน ทำให้เย็นจะได้ของเหลวสีน้ำเงินติดข้างๆ ภาชนะที่ใส่แร่ เกิดเป็นแร่รองในหินแกรนิตบางชนิด ในหินเพกมาไทต์และหินเอไบลต์ เกิดเกี่ยวข้องกับแหล่งแร่ทองแดงพอฟีรี และโดยทั่วไปจะเกิดในสายแร่อุณหภูมิสูงในแหล่งที่มีแร่แคสซิเทอไรต์ วุลแฟรไมต์ ชีไลต์ และฟลูออไรต์ นอกจากนี้ ยังพบในแหล่งแร่แปรสัมผัสตรงบริเวณหินปูนสัมผัสกับหินแกรนิต มักมีชีไลต์ เอพิโดต และคาลโคไพไรต์เกิดด้วย พบแร่โมลิบดีไนต์เกิดแบบฝังประและแร่กลุ่มสายแร่เล็กๆ ในหินไบโอไทต์-มัสโคไวต์แกรนิต ยุคไทรแอสซิก ที่บ้านน้ำขุ่น จังหวัดจันทบุรี และเกิดเป็นเพื่อนแร่ในสายแร่ควอตซ์ที่ให้แร่แคสซิเทอไรต์ วุลแฟรไมต์ และชีไลต์ที่เหมืองปิล๊อก อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี แหล่งผลิตที่สำคัญอยู่ที่ประเทศ สหรัฐอเมริกา จีน ชิลี เปรู แคนาดา และเม็กซิโก แหล่งอื่นๆ พบที่ประเทศรัสเซีย อาร์เมเนีย อิหร่าน มองโกเลีย คาซัคสถาน อุซเบกิสถาน และคีร์กีซสถาน เป็นต้น เป็นแร่สำคัญที่ให้โมลิบดินัม ถลุงเอาโลหะมาผสมทำเหล็กกล้าชนิดทำเกราะ โลหะผสมชนิดนี้แข็งและทนทานมาก จึงใช้ทำส่วนประกอบอากาศยานทุกชนิด รถยนต์ เพลาเครื่องยนต์ เครื่องจักรต่างๆ อุปกรณ์หล่อลื่นและใช้ทำเครื่องมือที่มีรอบหมุนสูง (high speed tool) ต่างๆ เช่น มีดกลึง ดอกสว่าน เป็นต้น อุตสาหกรรมเหล็กหล่อผสม โลหะนี้ใช้ทำรางรถไฟและอุปกรณ์สำหรับรถยนต์ นอกจากนี้ยังใช้ทำสีย้อมผ้าและหมึกสำหรับพิมพ์หิน ในระยะหลังๆ นี้นิยมใช้ทำเป็นตัวหล่อลื่นที่สำคัญ molycoat ใช้แล้วคงทนเป็นพิเศษกับเครื่องจักรกล
รายการที่ 1 to 20 of 146